www.bvrchealthy.org

โรคไวรัสตับอักเสบบี ตอนที่ 1 รู้จักกับโรคไวรัสตับอักเสบ บี

20 กรกฎาคม 2556

เริ่มโดย Administrator BVRC ใน บทความทางวิชาการ แก้ไขล่าสุด 21 กรกฎาคม 2556

เข้าชม 1643

       ประเทศไทยนับเป็นประเทศหนึ่งซึ่งเป็นถิ่นที่ไวรัสตับอักเสบบีระบาดมาก ไวรัสตับอักเสบบีทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์ตับและทำให้เซลล์ตับตาย หากเป็นเรื้อรังจะเกิดพังผืด ตับแข็ง และมะเร็งตับได้ จากหลักฐานการศึกษาในปัจจุบันบ่งชี้ว่าการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดในการเกิดมะเร็งตับ ซึ่งเป็นโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในคนไทย   รศ.นพ.ธีระ พิรัชวิสุทธิ์ นายกสมาคมโรคตับฯ เผยว่า โรคไวรัสตับอักเสบยังคุกคามคนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรคไวรัสตับอักเสบบี มีผู้ติดเชื้อไวรัสบีกว่า 3.5 ล้านคน ซึ่งมะเร็งตับเป็นสาเหตุการตายสูงอันดับ 1 ของมะเร็งที่พบในคนไทย และสาเหตุมะเร็งตับกว่าร้อยละ70 มาจากไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการ และเข้าใจผิดว่าเป็นโรคที่ไม่น่ากลัวจึงละเลยดูแลรักษา รวมถึงบางรายไม่รู้ว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี โดยพบการติดเชื้อสูงในหนุ่มสาววัยทำงานอายุ 30-40 ปี ส่วนผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป พบการติดเชื้อสูงร้อยละ 8-12

     โรคตับอักเสบ บี เป็นการอักเสบของตับซึ่งเกิดจากไวรัสตับอักเสบ บี โดยเชื้อไวรัสจะบุกรุกเข้าสู่เซลล์ตับและก่อให้เกิดการอักเสบขึ้น ในบางกรณีเชื้ออาจจะอยู่นิ่งเป็นปีๆ โดยผู้ที่มีเชื้อไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้ออยู่ในร่างกาย เชื้อนี้สามารถแบ่งตัวได้อย่างรวดเร็วในเซลล์ตับซึ่งส่งผลก่อให้เกิดการอักเสบและทำลายตับ

 

ภาพ ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคไวรัสตับอักเสบ บี

(ที่มา: http://freemedicalpowerpoint.blogspot.com/2012/01/hepatitis-b.html)

 

ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ส่วนมากไม่ทราบว่าติดโรคนี้มาได้อย่างไร การติดต่อของโรคนี้ติดต่อกันได้ ที่สำคัญมี 4 ทาง คือ

1. ติดต่อทางเลือด โดยได้รับเชื้อจากการได้รับเลือดจากผู้ที่เป็นโรคนี้ ปัจจุบันเราพบการติดต่อทางนี้น้อยลง เพราะเรามีการตรวจเลือดก่อนที่จะนำมาให้คนไข้

2. ติดต่อทางน้ำลาย การรับประทานอาหารร่วมกับคนที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี มีโอกาสจะติดต่อกันได้ง่าย เพราะการรับประทานอาหารของคนไทยมักจะลืมใช้ช้อนกลาง ทำให้มีโอกาสติดโรคนี้ได้ง่าย

3. ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับคนที่เป็นโรคนี้ มีโอกาสจะติดโรคนี้ได้

4. ติดต่อจากมารดาสู่บุตร การติดต่อนี้จะมีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อได้ในระหว่างคลอด จึงควรมีการตรวจเลือดมารดาในตอนที่ฝากครรภ์ ถ้าพบว่ามารดามีเชื้อโรคนี้อยู่ ควรให้วัคซีนแต่ทารกตั้งแต่แรกเกิด เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้

 

ระยะของโรคไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังพอจะแบ่งได้ดังนี้ 

     1. ระยะแรกที่ภูมิต้านทานของร่างกายไม่ทำลายไวรัส ช่วงนี้พบบ่อยในวัยเด็กหรือวัยรุ่นที่อายุไม่มาก ไวรัสอาศัยอยู่ในตับและแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมาก แต่ตับกลับไม่มีการอักเสบ ค่าการอักเสบไม่สูงเกินค่าปกติ ร่างกายเราคิดว่าไวรัสเป็นอะไรที่ไม่เป็นอันตราย เลยไม่มีปฏิกิริยาต่อกัน ระยะนี้ค่อนข้างจะปลอดภัย แต่ต้องคอยตามต่อไปว่าจะเข้าสู่ระยะไหนต่อ

     2. ระยะตับอักเสบระยะแรก หรือภูมิต้านทานของร่างกายเริ่มไปทำลายไวรัส ช่วงนี้ร่างกายเริ่มรู้ว่าไวรัสเป็นศัตรู  ภูมิของร่างกายจึงไปทำลายไวรัสพร้อมๆกับทำลายเซลล์ตับไปด้วย เพราะไวรัสอาศัยอยู่ในเซลล์ตับ ถ้าเกิดการอักเสบแล้วร่างกายชนะ ก็จะเข้าสู่ระยะที่สาม(ที่เรียกว่าพาหะชั้นดี) ถ้ารบกันแล้วไม่ชนะสักที ตีกันไปตีกันมาระหว่างภูมิกับไวรัสโดยมีเซลล์ตับเป็นสนามรบ ในที่สุดตับก็โดนทำลายไปเรื่อยๆ ผ่านไปหลายปีก็เกิดตับแข็งตามมา ระยะนี้ตรวจพบค่าการอักเสบ (SGOT และ SGPT) สูงกว่าปกติ จำนวนไวรัสในเลือดสูงมาก โปรตีนของไวรัสบีที่เรียกว่า อีแอนติเจ้น (HBeAg) ให้ผลบวก อาจจะเรียกระยะนี้ว่าเป็นตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสบีระยะอีบวก ใครเป็นตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสบี ควรถามแพทย์ว่าอยู่ระยะอีบวกหรืออีลบ ระยะนี้ควรให้การรักษา

     3. ระยะพาหะ จริงๆแล้วคำว่าพาหะหมายถึงเชื้ออยู่ในร่างกายและสามารถแพร่เชื้อได้ ถ้าแปลตามความหมายของคำแล้ว ระยะที่ 1, 2 และ 4 ก็เป็นพาหะเช่นกัน แต่เป็นพาหะชนิดไม่ปลอดภัย อยากจะใช้คำเรียกระยะที่ 3 นี้ว่า "พาหะชั้นดี" ภาษาแพทย์ใช้คำว่า Inactive Carrier ระยะนี้ร่างกายรบชนะไวรัส จำนวนไวรัสในเลือดลดลงมากหรือตรวจไม่พบ ค่าการอักเสบของตับก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ โปรตีนอีก็เป็นลบ คนส่วนใหญ่ในประเทศอยู่ในระยะนี้ แล้วมักจะอยู่ในระยะนี้ไปอีกนาน แต่โรคสามารถกลับไปกลับมาได้ ยังมีโอกาสเกิดมะเร็งตับได้อยู่บ้าง ฉะนั้นจะต้องติดตามคอยดูแลร่วมกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอทุกๆ 6 เดือน ระยะนี้ไม่จำเป็นต้องให้ยารักษา เวลาแพทย์ให้ยารักษาโรคไวรัสบีสำหรับผู้ป่วยระยะ 2 และ 4 ก็เพื่อจะเปลี่ยนให้กลับมาสู่ระยะนี้ แพทย์จะใช้คำว่าหาย ก็หมายถึงกลับเข้าสู่ระยะพาหะชั้นดี

     4. ระยะตับอักเสบชนิดอีลบ ระยะนี้ไวรัสหาทางหนีรอดจากภูมิต้านทานของร่างกาย หมอตรวจเลือดดูก็คล้ายกับระยะที่ 3 คือ โปรตีนอีเป็นลบ (HBeAg ลบ) แต่ตรวจพบค่าการอักเสบของตับสูงเกินค่าปกติเป็นช่วงๆ ตรวจไวรัสในเลือดจะพบจำนวนสูงมาก ระยะนี้ร่างกายกับไวรัสพยายามต่อสู้กันอีก คล้ายๆกับในระยะที่ 2 จึงเกิดตับอักเสบเรื้อรัง เรียกตับอักเสบเรื้อรังระยะอีลบ ระยะนี้รักษาค่อนข้างยากกว่าระยะที่ 2 โอกาสหายน้อยกว่า แต่ก็จำเป็นต้องให้การรักษา

     5. ระยะมีภูมิต้านทานต่อไวรัสบี เมื่อร่างกายชนะต่อไวรัส ไวรัสถูกทำลายไปเกือบหมดสิ้น ถึงตอนนี้ถ้าตรวจเลือดดู จะพบค่าภูมิต้านทานของร่างกายต่อไวรัสมีผลบวก โดยมีระดับของภูมิสูงหรือต่ำแล้วแต่คน หรือทางการแพทย์เรียกว่า ตรวจพบภูมิต้านทานต่อผิวของไวรัสบี (AntiHBs) ระยะนี้จะตรวจไม่พบไวรัสบีในเลือด ไม่พบ HBsAg (โปรตีนบริเวณผิวของไวรัสบี) และไม่พบภาวะตับอักเสบ บางคนได้รับการรักษาไวรัสบีด้วยยาต่างๆแล้ว อาจตอบสนองดีจนหายเข้าสู่ระยะที่มีภูมิต้านทานก็เป็นได้

Bookmark and Share
 
Online:  15
Visits:  241,135
Today:  179
PageView/Month:  1,316